คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวทั่วไป

บาคาร่าคือเกมที่ง่ายและสนุก

imgบาคาร่าคือเกมที่ง่ายและสนุก

ถ้าคุณเล่นบาคาร่าที่คุณจะมีส่วนร่วมในเกมที่ง่ายต่อการเรียนรู้คือความสนุกที่ดีและมีอัตราต่อรองที่ดีที่น่าแปลกใจ

ที่นี่เราจะดูกฎระเบียบสำหรับการเล่นบาคาร่าและกลยุทธ์บางอย่างที่เร็ว ๆ นี้จะมีคุณเล่นอย่างมืออาชีพ

เป้าหมายเมื่อเล่นบาคาร่าเป็นเพียงแค่การวาดสองหรือสามมือบัตรที่มีมูลค่าใกล้เคียงกับ 9 กว่ามือของนายธนาคารที่

มูลค่าของบัตร

เมื่อคุณเล่นบาคาร่าไพ่มีค่าต่อไปนี้

o หมายเลขบัตรมีมูลค่าของพวกเขา

o 10, แจ็ค, สมเด็จพระราชินีและพระมหากษัตริย์นับเป็น 0

o เอซนับเป็น 1

o ถ้าค่าของบัตรของคุณเป็นมากกว่าสิบคุณลบ 10 ดังนั้น 8-9 รวมมือ 7 (หลังหัก 10 จาก 17)

เล่นบาคาร่า

มือทั้งสองข้างจะได้รับไพ่หนึ่งสำหรับธนาคารและสำหรับผู้เล่น ก่อนที่ข้อตกลงที่ผู้เล่นเดิมพันกับว่ามือของผู้เล่นหรือมือธนาคารจะใกล้เคียงกับยอดรวมของผู้เล่น 9 นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกในการเดิมพันในผูกคือมือทั้งสองที่มีค่าเหมือนกัน

บาคาร่าเป็นเกมไพ่ที่มีการจัดการจากรองเท้าที่มี 6 หรือ 8 ชั้น ก่อนที่มือจะได้รับไพ่เดิมพันอาจจะอยู่

เมื่อเดิมพันได้ถูกวางไว้, มือของนายธนาคารและมือของผู้เล่นจะได้รับไพ่ตามกฎการแก้ไขให้มือสุดท้ายของทั้งสองหรือสามใบสำหรับแต่ละ

ค่าของมือจะถูกกำหนดโดยการเพิ่มค่าของบัตรของตนที่จะได้รับทั้งหมด นับและหน้าไพ่จะถูกนับเป็นศูนย์ในขณะที่ทุกบัตรอื่น ๆ ที่มีการนับจำนวนของ “จุด” บนใบหน้าของบัตร

เพียงเลขหลักสุดท้ายของทั้งหมดถูกนำมาใช้เพื่อให้ทุกมือบาคาร่ามีค่าอยู่ในช่วง 0-9 รวม มือที่มีมูลค่าสูงกว่าชนะ; ถ้ามือมีค่าเหมือนกันผลที่ได้คือแน่นอนผูก

ลำดับของการเล่น

เมื่อเล่นบาคาร่าเป็นเกมที่จะเริ่มต้นโดยการจัดการไพ่สองใบสำหรับมือของผู้เล่นและไพ่สองใบสำหรับมือธนาคาร มือที่เริ่มต้นด้วยค่าตัว 8 หรือ 9 จะเรียกว่า “ธรรมชาติ”.

ถ้ามือทั้งสองข้างเป็นธรรมชาติในฐานะผู้ถือที่จะต้องเปิดเผยและเกมจะจบ

ถ้าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องการเล่นครั้งแรกกับมือของผู้เล่นแล้วมีมือของนายธนาคารตามกฎต่อไปนี้

กฎกติกาสำหรับผู้เล่นมือ: หากครั้งแรกที่ผู้เล่นสองใบรวม 6 หรือมากขึ้นแล้วผู้เล่นจะต้องยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องวาดภาพการ์ด หากครั้งแรกที่ผู้เล่นสองใบรวม 5 หรือน้อยกว่าผู้เล่นจะต้องวาดการ์ดอีกหนึ่ง

กฎสำหรับมือของนายธนาคาร: ถ้านายธนาคารแรกของไพ่สองใบรวม 7 หรือมากกว่านั้นนายธนาคารจะต้องยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องวาดภาพการ์ด หากธนาคารแห่งแรกของสองใบรวม 0, 1, หรือ 2 แล้วนายธนาคารต้องวาดบัตรเดียว หากธนาคารแห่งแรกของสองใบรวม 3, 4, 5, 6 แล้วไม่ว่าจะเป็นนายธนาคารเหลือจะถูกกำหนดโดยไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นที่เข้ามาและหากดังนั้นมูลค่าของบัตรดึงผู้เล่นที่แสดงด้านล่าง

http://savanvegas-casino.com/

เดิมพัน

ธนาคาร: 1- 1 (นายหน้า 5% มาอยู่ที่บ้าน)

ผู้เล่น: 1 -1

Tie: 8 -1

มีเพียงคนเดียวที่ดีในการเดิมพันบาคาร่าและที่นายธนาคาร 

เมื่อคุณเล่นบาคาร่าเพิ่มโอกาสของการชนะโดย:

  1. จำนวนชั้น: เลือกเกมที่มีชั้นน้อยที่สุด
  2. สำนักงานคณะกรรมการกำกับ: มองหาคาสิโนที่เรียกเก็บค่านายหน้าในการเดิมพันนายธนาคารต่ำกว่า 5% ถ้าคุณสามารถหาหนึ่ง
  3. เดิมพันนายธนาคาร เดิมพันนี้มีขอบบ้านต่ำสุดและเป็นหนึ่งที่จะไป
  4. การจัดการเงิน ทำงานออกแผนสำหรับเซสชั่นการเล่นเกมและทำตามนั้นไม่ได้ใช้จ่ายเงินมากกว่าที่คุณควรจะสูญเสียไล่
  5. อย่าใช้ระบบบาคาร่า มันเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ที่จะตัดสินใจเล่นเกมของคุณเกี่ยวกับผลของการเดิมพันก่อนหน้า

ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวข้างต้นและเมื่อคุณเล่นบาคาร่าคุณจะไม่เพียงมีความสนุกสนาน แต่ยังมีกลยุทธ์ที่สามารถเพิ่มอัตราต่อรองของคุณประสบความสำเร็จ

สลด ! เครื่องบินโชว์ผาดโผน ตกกระแทกพื้นไฟลุกท่วม นักบิน-ช่างภาพ ดับสยอง

สลด ! เครื่องบินโชว์ผาดโผนตกกระแทกพื้น ไฟลุกท่วมนักบิน-ช่างภาพตายสยอง เผยนักบินมีดีกรีแชมป์โลกการแข่งบินแรลลี่

วันที่ 2 ก.ย. 2560 เว็บไซต์ไลฟ์ของรัสเซียรายงานความคืบหน้าเหตุเครื่องบินตกกระแทกพื้นขณะโชว์บินผาดโผนกลางอากาศ จนระเบิดและไฟลุกไหม้นักบิน 2 ราย เสียชีวิตทันที เหตุเกิดที่เมืองบาลาชีฮา ชาน กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย

ล่าสุด สำนักข่าวตาสส์ของรัสเซียรายงานอ้างนายวาเลรีย์ สมีร์นอฟ หัวหน้าแผนกวิเคราะห์ข้อมูลแห่งสมาคมเพื่อนกองทัพอากาศ หนึ่งในผู้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี ของการผลิตเครื่องบิน อาน-2 ว่า หลังเกิดเหตุ มีคำสั่งให้นักบินที่เหลือยุติการบินโชว์กลางอากาศ ขณะที่เพลิงไหม้สามารถควบคุมได้แล้ว และตำรวจและอัยการขนส่งรุดมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ เบื้องต้นสันนิษฐานว่า สาเหตุอาจเกิดจากความผิดพลาดของลูกเรือ

นายสมีร์นอฟ กล่าวต่อว่า เครื่องบิน อาน-2 ได้รับการซ่อมบำรุงทางเทคนิคอย่างสมบูรณ์ก่อนทำการบิน พร้อมระบุว่า นักบิน 2 ราย ต่างมีประสบการณ์ โดยรู้จักเครื่องบินลำดังกล่าวและสมรรถนะของมันเป็นอย่างดี

รายงานระบุว่า ทราบชื่อนักบินผู้เสียชีวิต 2 ราย แล้ว คือ นายดมีตรี ซูฮาเรฟ อายุ 49 ปี เคยชนะการแข่งขันแรลลี่เครื่องบินระดับแชมป์โลก ยุโรป และรัสเซีย และ นายบอริส ตีเลวิช อายุ 30 ปี เคยทำงานไอทีและธุรกิจส่วนตัว แต่ตัดสินใจหันมาเป็นนักบิน

สำนักข่าวแมชให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า นักบินรายหนึ่งถูกไฟคลอกบนเครื่องบิน อีกรายถูกแรงระเบิดจนบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ต่อมา สมาคมอาสาเพื่อความร่วมมือระหว่างกองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ ออกมาปฏิเสธข้อมูลว่า นายบอริส ตีเลวิช ไม่ใช่นักบิน แต่เป็นช่างภาพผู้สื่อข่าว
ขอบคุณที่มา#sanook

โรงเรียนแห่งนี้..สตรอง ยืนหยัดเปิดสอนแม้ถูกกดดันไล่ที่

ภาพถ่ายมุมสูงของโรงเรียนในเมืองเจิ้งโจว กลายเป็นประเด็นพูดถึงในโลกออนไลน์ กับการยืดหยัดเปิดสอนตามปกติ ท่ามกลางเศษซากการรื้อถอนนับพันๆ ไร่

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า ภาพมุมสูงของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งกลายเป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวขานในโลกออนไลน์ เพราะโรงเรียนแห่งหนึ่งตั้งอยู่กลางพื้นที่ที่มีการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างไปแทบจะเกือบหมดแล้ว บนพื้นที่หลายพันไร่โดยรอบ โรงเรียนยังคงเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ แม้จะมีแรงกดดันเพราะนายทุนหวังซื้อที่ดินผืนตรงนี้

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาเมืองโดยรอบ แต่โรงเรียนประถมแห่งนี้ในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ยังคงยืนหยัดที่จะเปิดการเรียนการสอนให้กับลูกศิษย์วัยประถมต่อไป แม้ว่าพื้นที่โดยรอบนั้นถูกล้อมรัวมิดชิดและถูกรื้อถอนสิ่งก่อสร้างในอดีตออกไปหมดแล้ว

เมื่อนำโดรนบินขึ้นถ่ายภาพจากมุมสูงของโรงเรียน เผยให้เห็นภาพอันน่าเหลือเชื่อของความเปลี่ยน โรงเรียนแห่งหนึ่งอยู่ท่ามกลางเศษซากของหมู่บ้านในอดีต ที่ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่ราบโล่งที่เต็มไปด้วยเศษวัสดุมากมาย มองไกลๆ คล้ายกับว่าโรงเรียนเป็นเกาะที่อยู่ท่ามกลางซากการรื้อถอนสีเขียว

นอกจากนี้ยังมีภาพวิถีชีวิตของเด็กๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองทุกเช้าเย็น เมื่อพ่อแม่ต่างเดินทางมารับส่งบุตรหลานที่โรงเรียน โดยมีกฎไม่อนุญาตให้ขับรถเข้าไปบริเวณหน้าประตูโรงเรียน โดยมีการถือป้ายรณรงค์ขอความร่วมมือ ทำให้ผู้ปกครองต้องไปยืนรอรับลูกๆ ที่หน้าโรงเรียน ก่อนจะเดินผ่านถนนที่ถูกปิดด้วยกำแพงอะลูมิเนียนกั้นที่ดิน ออกมาสู่ถนนด้านนอก กลายเป็นภาพที่ดูมีชีวิตชีวาอีกแบบหนึ่งในสังคมจีน
ขอบคุณที่มา#sanook

ข่าวดี! กู้ภัยสหรัฐพร้อมกู้ร่าง 2 นศ.ขับรถตกเหววันนี้

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเมืองเฟรสโนเตรียมกู้ซากรถยนต์และร่าง 2 นักศึกษาไทยที่ตกเหวในสหรัฐอเมริกา พร้อมประสานครอบครัวและสถานกงศุลรับทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก “Royal Thai Consulate-General Los Angeles” ของสถานกงสุลใหญ่ ณ นครออสแองเจลิส ได้โพสต์ข้อความโดยแจ้งว่า ทางหน่วยกู้ภัยเมืองเฟรสโนจะดำเนินการเก็บกู้ร่าง 2 ศึกษาไทยขับรถยนต์ตกลงไปในแม่น้ำคิงส์ในอุทยานแห่งชาติคิงส์แคนย่อน มลรัฐแคลิฟอร์เนีย จนถึงวันนี้เข้าสู่วันที่ 37 แล้ว

โดยปฏิบัติการจะเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับประเทศไทยในเวลา 20.00 น. ช่วงค่ำวันนี้ โดยระยะเวลาการเก็บกู้ยังไม่แน่นอนว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ โดยจะให้ครอบครัวและเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ฯ เดินทางถึงพื้นที่ในช่วงสายตามเวลาท้องถิ่น

นอกจากนั้นแล้วทางสถานกงสุลใหญ่ฯ ได้ขออนุญาตนิมนต์พระสงฆ์ไปทำพิธีทางศาสนา ณ ที่เกิดเหตุตามความประสงค์ของครอบครัวนักศึกษาไทยทั้งสอง และเมื่อนำร่างของ 2 นักศึกษาขึ้นมาแล้ว จะทำการชันสูตรพลิกศพ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 72 ชั่วโมง

จากนั้นจึงจะเคลื่อนย้ายไปทำการฌาปนกิจที่สุสานพิมานไทยในนครลอสแอนเจลิส หลังจากนั้นจะนำอัฐิไปบำเพ็ญกุศลที่วัดไทยลอสแอนเจลิสร่วมกับชุมชนไทยในนครลอสแอนเจลิส ซึ่งครอบครัวของนักศึกษาชายมีความประสงค์ที่จะลอยอัฐิในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สวนครอบครัวนักศึกษาหญิงจะนำอัฐิกลับมายังประเทศไทย
ขอบคุณที่มา#sanook

ซิวแชมป์สนามสุดท้าย! “สาวไทย” อัด “อิตาลี” 3-0 ปิดฉากเวิลด์ กรังด์ปรีซ์ 2017

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเวิลด์ กรังด์ปรีซ์ 2017 สนามที่สาม ที่อินดอร์ สเตเดี้ยม หัวหมาก ทีมชาติไทย ทีมอันดับ 10 ของตาราง ที่มี 8 คะแนน พบกับ ทีมชาติอิตาลี ทีมอันดับ 3 ที่มี 16 แต้ม และผ่านเข้ารอบสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทีม “ลูกยางไทย” นำมาโดย ชัชชุอร โมกศรี, ปิยะนุช แป้นน้อย และนุศรา ต้อมคำ

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทัพลูกยางสาวไทย เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 3-0 เซต ด้วยสกอร์ 25-13, 25-21 และ 25-20 ย้ำแค้นสาวมะกะโรนีสำเร็จ หลังจากในรายการนี้เมื่อปีที่แล้ว ไทย ก็บุกเอาชนะ อิตาลี ได้ถึงถิ่น 3-2 เซต

ทำให้ ไทย คว้าแชมป์ในสนามสุดท้ายนี้ไปครอง และมีเพิ่มเป็น 11 คะแนน รั้งอันดับ 10 เช่นเดิม และยังอยู่ในกรุ๊ป 1 ต่อไปในปีหน้า ขณะที่อิตาลี อยู่ในอันดับ 3 ผ่านเข้าสู่การแข่งขันกรุ๊ป 1 รอบสุดท้ายต่อไป

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันรายการต่อไปของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย คือการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 19-30 ส.ค. นี้ที่ประเทศมาเลเซีย

15 ผลไม้ต้านมะเร็ง โรคร้ายที่ผลไม้เอาอยู่

ผลไม้ต้านมะเร็ง เชื่อไหมคะว่า ผลไม้หลายชนิดที่เราคุ้นลิ้นกันมาตั้งแต่เด็ก สามารถกินเป็นยาป้องกันมะเร็งได้อีกทางหนึ่งด้วย ส่วนจะมีอะไรบ้าง ลองมาดูกันเลย

โรคมะเร็งเป็นเนื้อร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์มานักต่อนัก แถมยังเป็นเชื้อร้ายที่ลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ อย่างรวดเร็วอีกต่างหาก แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น อาหารและปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างในชีวิตเราก็เป็นสารก่อมะเร็งอีกเพียบเลยนะคะ ซึ่งก็หมายความว่า จริง ๆ แล้วเราดำเนินชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับโรคมะเร็งเหลือเกิน ฉะนั้นเมื่อมีวิธีไหนสามารถป้องกัน และต้านเชื้อมะเร็งได้ เราทุกคนคงยินดีและเต็มใจปฏิบัติตามอย่างไม่เกี่ยงงอนแน่ ๆ ซึ่งในวันนี้เราก็มีข่าวดีมาบอกต่อ เพราะนอกจากยา และนวัตกรรมทางการแพทย์อื่น ๆ แล้ว ผลไม้ 15 ชนิดต่อไปนี้ก็สามารถต้านมะเร็ง และป้องกันความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งให้เราได้อีกทางหนึ่งด้วย

1. ทับทิม

ทับทิมไม่ได้มีแค่ไฟโตนิวเทรียนต์เท่านั้น แต่ยังพกกรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) ซึ่งเป็นกรดที่ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในร่างกายมนุษย์ รวมทั้งยับยั้งการขยายของเซลล์ผิดปกติที่อาจจะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ยังบอกเพิ่มเติมด้วยว่า สารเอลลาจิกในทับทิม สามารถป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกของผู้หญิงได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว รู้อย่างนี้แล้วสาว ๆ อยากจะกินทับทิมกันแล้วใช่ไหมจ๊ะ

2. มะขามป้อม

จากข้อมูลของมูลนิธิหมอชาวบ้าน เราก็พบว่า มะขามป้อมเป็นผลไม้อีกชนิดที่มีกรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) แฝงอยู่ด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมีวิตามินสูงมาก จนเกือบจะเป็นราชาผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีเลยทีเดียวล่ะ แถมยังพ่วงกรดฟิลเลมลิก (Phyllemblic Acid) และสารฟีนอล (Phenols) มาเป็นเพื่อนด้วย ซึ่งก็หมายความว่า มะขามป้อมเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยป้องกันมะเร็งกับเขาได้เหมือนกันนั่นเองค่ะ

3. มันเทศ (Sweet Potato)

ในที่นี้อาจจะรวมไปถึงมันฝรั่งพันธุ์ต่าง ๆ ด้วยนะคะ ที่ศูนย์มันฝรั่งระหว่างประเทศ (The International Potato Center : CIP) เขายืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า มันฝรั่งเกือบทุกชนิดมีคุณสัมบัติป้องกันมะเร็งได้

โดยอธิบายว่า มันฝรั่งอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต, เบต้าแคโรทีน, ไฟเบอร์, วิตามินเอ, วิตามินซี, ไรโบฟลาวิน (วิตามินบีชนิดหนึ่ง), กรดโพลีฟีนอล แอนตี้ออกซิแดนท์ คาเฟอิก (Polyphenol Anti-oxidants Caffeic Acid) และกรดคาเฟโออิวควินิก (Caffeoylquinic Acid) ซึ่งช่วยป้องกันโรคมะเร็ง รวมทั้งลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม

4. มะละกอ

ผลมะละกอดิบมีวิตามินเอ และสารเบต้าเคโรทีน ช่วยบำรุงสายตาและช่วยต้านโรคมะเร็ง อีกทั้งยังมีวิตามินซี, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, และเหล็กซึ่งช่วยป้องกันและรักษาโรคหวัด โรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟันและใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์พาเพน ซึ่งสามารถนำมาเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อย รวมทั้งช่วยกระตุ้นน้ำนมสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดอีกด้วย

แต่ที่น่าสนใจก็คือ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลอริด้า ได้ทำการศึกษาและพบว่า คุณประโยชน์เหล่านี้ในผลมะละกอไม่ว่าจะดิบ หรือสุก สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก หรือเซลล์ผิดปกติที่ทำท่าว่าจะเป็นเซลล์ก่อมะเร็ง ที่สำคัญยังเจ๋งขนาดป้องกันได้ทั้งมะเร็งปากมดลูก, มะเร็งเต้านม, มะเร็งตับ และมะเร็งตับอ่อนเลยทีเดียวนะจ๊ะ

5. แก้วมังกร

ผลไม้ไทย ๆ อย่างแก้วมังกร มีสารต้านมะเร็งกับเขาด้วย แต่ทั้งนี้ผลการศึกษาจากศูนย์วิจัยสารต้านอนุมูลอิสระก็แนะนำว่า สารสกัดจากเปลือกแก้วมังกรสีสด ๆ มีศักยภาพในการป้องกันมะเร็งดีกว่าการรับประทานผลสดซะอย่างนั้น แต่อย่างไรก็แล้วแต่ การรับประทานแก้วมังกรเป็นประจำก็สามารถป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด และช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายเราได้เป็นอย่างดีอยู่แล้วเนอะ

6. มังคุด

มังคุดเป็นผลไม้สัญชาติไทยแท้ที่หากินได้ง่ายในบ้านเรา ซึ่งผลการวิจัยโดย Current Molecular Medicine ก็บอกข่าวดีกับเราว่า ในมังคุดมีสารต้านเซลล์มะเร็งที่น่าสนใจนั่นก็คือ สารที่เรียกว่า แซนโทน (XANTHONE) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถซ่อมแซมเซลล์ส่วนมี่ถูกทำลายโดยปัจจัยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี จึงถูกยอมรับว่าเป็นสารที่ช่วยต้านเซลล์มะเร็งตัวจี๊ดที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว ทั้งนี้นอกจากกินผลสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำเปลือกมังคุดไปทำเป็นไวน์ไว้ดื่มได้อีกอย่างหนึ่งด้วยนะคะ

7. องุ่น

มหาวิทยาลัยเวย์นสเตต (Wayne State University) ทำการศึกษาคุณสมบัติขององุ่นกับการต้านมะเร็งและพบว่า จากหลักฐานที่ทดลองกับมนุษย์มาอย่างยาวนาน สามารถพิสูจน์ได้ว่า วิตามินและสารอาหารที่พบในองุ่นทุกชนิด มีผลโดยตรงในการป้องกันโรคมะเร็ง อีกทั้งองุ่นยังมีสารอาหารที่สำคัญที่ดีคือน้ำตาล และสารอาหารจำพวกกรดอินทรีย์ เช่น น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลซูโครส วิตามินซี เหล็กและแคลเซียม มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ และช่วยฟื้นกำลังคนที่ร่างกายผอมแห้ง แก่ก่อนวัยและไม่มีเรี่ยวแรงด้วยนะคะ

8. ส้ม และผลไม้ตระกูลส้มทุกชนิด

นอกจากจะอัดแน่นไปด้วยกรดวิตามินซีแล้ว ในผลไม้จำพวกส้มยังมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง โดยเฉพาะป้องกันมะเร็งเต้านม โดยข้อมูลทั้งหมดผ่านการรับรองและยืนยันความน่าเชื่อถือจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยเทกซัสเอแอนด์เอ็ม (Texas A&M University) แล้วด้วยนะจ๊ะ

9. แอปเปิล

สถาบัน Advances in Nutrition ได้ทำการวิจัยและพบว่า แอปเปิลเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ในเรื่องของการลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง อีกทั้งยังป้องกันโรคมะเร็งได้ตั้งแต่สาเหตุของโรคเลยทีเดียว เนื่องจากสารฟลาโวนอยด์ในปริมาณที่สูงมากของเปลือกแอปเปิล สามารถล้างพิษออกจากร่างกาย และช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้ได้นั่นเอง

10. สตรอว์เบอร์รี

ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) หรือสารพฤษเคมี บวกกับวิตามินซี และแร่ธาตุดี ๆ อีกหลายชนิดในสตรอว์เบอร์รี ก็เป็นส่วนสำคัญในการต้านเซลล์มะเร็ง และมีสรรพคุณบำบัดโรค โดยเฉพาะป้องกันโรคมะเร็งเต้านมของคุณผู้หญิง การันตีโดยผลวิจัยที่เว็บไซต์ Exan Health ได้นำมาเผยแพร่จ้า

11. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี

จริง ๆ แล้วผลไม้ตระกูลเบอร์รีทุกชนิดมีสารที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้เกือบทั้งหมด แต่ดอกเตอร์แกรี่ ดี สโตเนอร์ คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ (The Ohio State University College of Medicine) ชี้แจงว่า ในผลแบล็กเบอร์รีจะมีคุณสมบัติต้านมะเร็งที่โดดเด่นกว่าใครเพื่อน เนื่องจากมีสารพฤษเคมีจำพวกแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) สูง ซึ่งช่วยชะลอการเกิดเซลล์มะเร็ง แถมยังสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกต่างหาก

12. เลมอน

นักวิจัยจากประเทศออสเตรเลียเผยว่า วิตามินซี และกรดหลากชนิดในผลเลมอน สามารถป้องกันมะเร็งช่องปาก, มะเร็งลำคอ และมะเร็งในช่องท้องได้ หากดื่มน้ำเลมอนคั้นสดวันละ 1 แก้วกาแฟเป็นประจำทุกวัน และแม้ว่าเลมอนจะไม่ใช่ผลไม้สัญชาติไทยแท้ แต่เลมอนก็ไม่ใช่ผลไม้ที่หายากในบ้านเราซะทีเดียวนะคะ

13. กีวี

วารสาร Ethnopharmacology เผยว่า ผลไม้ที่อัดแน่นไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ, วิตามินซี, วิตามินอี, ลูเตียน (Lutein) และสังกะสีชนิดนี้ มีประสิทธิภาพมากพอจะต้านเซลล์มะเร็งได้อยู่หมัด เพียงแค่กินกีวีสดวันละครึ่งลูกก็เท่ากับกินยาต้านมะเร็งเกรดพรีเมียมเข้าไปแล้วล่ะจ้า

14. อะโวคาโด

จากการศึกษาของวารสาร Experimental Therapeutics & Oncology พบว่า สารพฤษเคมีในผลอะโวคาโดมีส่วนช่วยป้องกันความผิดปกติที่เกิดจากเซลล์ ปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ได้เกิดเนื้อร้าย กำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว รวมทั้งยับยั้งการเจิญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ และกำลังจะเติบโตเป็นเนื้อร้ายได้อีกด้วย

15. มะเขือเทศ

มะเขือเทศอาจจะก้ำกึ่งระหว่างผักและผลไม้ แต่ประเด็นนั้นไม่น่าสนใจเท่ากับผลวิจัยที่สถาบันวิจัยโรคมะเร็งอเมริกาพบว่า มะเขือเทศมีคุณสัมบัติป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รวมไปถึงมะเร็งปอด, มะเร็งเต้านม และมะเร็งมดลูกได้ชะงัด

เนื่องจากในมะเขือเทศลูกสีแดงแจ๊ดอุดมไปด้วยไลโคปีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกกันว่า ตระกูลสารสีแดง และสารพฤกษเคมี รวมไปถึงวิตามิน และเกลือแร่อีกหลายชนิด ที่ช่วยบำรุงเซลล์ในร่างกายให้ทำงานอย่างปกติ ซึ่งเมื่อไรที่มีเซลล์ใดเซลล์หนึ่งเกิดความผิดปกติขึ้น เจ้าสารบำรุงต่าง ๆ ก็จะเข้าไปจัดการไม่ให้เซลล์ร้ายเจริญเติบโตลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ในร่างกายเรานั่นเองจ้า

อย่างไรก็ดียังมีธัญพืช รวมถึงผักอีกหลายชนิด เช่น ถั่วดำ, บรอกโคลี, ผักตระกูลกะหล่ำ, อาหารจำพวกปลา, กระเทียม และอาหารอื่น ๆ อีกมากมายที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพในด้านอื่น ๆ และการออกกำลังของเราเองด้วยนะคะ จะได้มีพลังต่อกรกับโรคมะเร็งได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากยิ่งขึ้น

คอลลาเจน ช่วยอะไร ทำไมต้องใช้ มาดูประโยชน์ของคอลลาเจนผงกัน

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ “คอลลาเจน” ได้รับความนิยมอย่างมากในวงการความสวยความงาม เป็นที่รู้กันดีว่าคอลลาเจน ช่วยอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้ผิวพรรณกระชับเต่งตึง ทั้งยังทำให้ผิวดูขาวอมชมพู มีน้ำมีนวล จวบจนปัจจุบันได้มีการนำคอลลาเจนมาใช้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบรับประทานเป็นน้ำ ผง หรือเม็ด แบบทาบำรุง และอีกรูปแบบที่ให้ผลรวดเร็วทันใจนั่นคือคอลลาเจนแบบฉีด จริงๆแล้วเจ้าคอลลาเจนคืออะไร วันนี้เรามาทำความรู้จักไปพร้อมๆกันว่า คอลลาเจน ช่วยอะไรเราได้บ้าง

คอลลาเจนคืออะไร
คอลลาเจน คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นสายยาว ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างจากสารโปรตีนโดยทั่วไปเช่นแดียวกับเอนไซม์ เส้นใยคอลลาเจนมีลักษณะเป็นสายเกลียวที่มีหน่วยโมเลกุลเกี่ยวพันกันมากมาย โดยปกติผิวหนังจะมีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างอยู่มาก จึงมีแรงสปริงและยืดหยุ่นดีตามไปด้วย คอลลาเจนนั้นไม่ได้มีอยู่ที่ผิวหนังส่วนนอกเท่านั้น อวัยวะภายในร่างกาย ก็มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบอยู่มาก ได้แก่ ผังผืด (Fascia) กระดูกอ่อน เอ็น เอ็นกล้ามเนื้อ และกระดูก คอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “เคราติน”

เคราติน มีหน้าที่สร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่น เมื่อสารเคราตินในชั้นผิวลดลง จึงเกิดริ้วรอย (wrinkle) บนชั้นผิว นอกจากนี้ เคราตินมีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้ผนังหลอดเลือด มีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ทั้งยังเป็นส่วนประกอบของเยื่อกระจกตาและเลนส์ตาด้วย
ในทางการแพทย์คอลลาเจนมีการใช้ในศัลยกรรมเสริมสวยอย่างแพร่หลาย โดยเป็นการช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยแผลไหม้เพื่อสร้างกระดูกใหม่ ทั้งยังใช้ในจุดประสงค์ทางทันตกรรม ออร์โทพีดิกส์และศัลยกรรมอื่นอีกมาก พบว่าใช้ทั้งคอลลาเจนมนุษย์และวัวเป็นสารเติมเข้าผิวหนังเพื่อรักษารอยย่นและการเปลี่ยนตามวัยของผิวหนังได้
สำหรับวงการความสวยความงาม เนื่องจากเมื่อคอลลาเจนผ่านการสลายด้วยน้ำจะแตกตัวออกเป็นสารเชิงซ้อนของคอลลาเจนเปปไทด์แบบ Polyproline II (PPII) หรือเจลาติน นอกจากการใช้เป็นอาหารแล้ว คอลลาเจนยังใช้เป็นส่วนประกอบของยา เครื่องสำอาง เมื่อพิจารณาในแง่ของอุตสาหกรรมอาหาร สารคอลลาเจนไม่ได้ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่มีการประชาสัมพันธ์เชิงการค้าว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมคอลลาเจนสามารถยับยั้งการเกิดริ้วรอยและมีผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งยังไม่มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ออกมาสนับสนุนการโฆษณาในลักษณะนี้

คอลลาเจนช่วยให้ผิวพรรณดูดีได้อย่างไร
ที่บอกว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในผิวหนัง ไม่ใช่เรื่องโกหกแต่อย่างใด เพราะการรับประทานคอลลาเจน ร่างกายจะได้รับกรดอะมิโนซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสร้างโปรตีนทุกชนิด รวมทั้งคอลลาเจนด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากรดอะมิโนที่ได้รับจะถูกนำไปสร้างเป็นคอลลาเจน เนื่องจากในผู้สูงอายุร่างกายมีการสร้างคอลลาเจนที่ผิวหนังน้อยลง ไม่ได้เป็นเพราะขาดกรดอะมิโนที่เป็นวัตถุดิบในการสร้าง แต่เป็นเพราะกลไกต่างๆในการสร้างคอลลาเจนเสื่อมไปตามอายุ การรับประทานกรดอะมิโนเพิ่มขึ้น จึงแทบจะไม่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในผิวหนังเลย
นั่นหมายความว่า ผู้ที่รับประทานคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกาย ไม่ได้มีผลทำให้ผิวพรรณขาวเปล่งปลั่งกันทุกคน โดยจะเห็นผลได้ชัดเจนต่อบรรดาวัยรุ่นมากกว่าผู้ที่มีอายุมากจนกลไลการสร้างคอลลาเจนเสื่อมลง เนื่องจากร่างกายเท่านั้นที่จะสร้างคอลลาเจนขึ้นเองได้ ฉะนั้น การรับคอลลาเจนด้วยวิธีการใดก็ตามแต่ อาจเป็นการเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์

คอลลาเจนกับสุขภาพ
นอกจากเรื่องผิวพรรณแล้ว คอลลาเจน ช่วยอะไรเราได้มากกว่าที่คิด เพราะคอลลาเจน คือโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของกระดูก เอ็น และเนื้อเยื่อ ที่ทำหน้าที่ยึดเหนี่ยว ส่วนต่างๆ ในร่างกาย นักวิจัยจึงเชื่อว่าการที่ร่างกายมีคอลลาเจนอย่างเพียงพอจะช่วยลดอาการของโรคข้อต่ออักเสบ รวมถึงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยง เช่น นักกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายหนักๆ เป็นต้น ทั้งนี้การรับประทานคอลลาเจนอาจเรียกได้ว่าแทบไม่ต่างกับการรับประทานอาหาร ประเภทโปรตีน ทั้งนี้ ร่างกายคนเรามีปัจจัยแตกต่างกัน เช่น เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้น้อยลง หรือชีวิตประจำวันแสนเร่งรีบ และการทำงานที่ทำให้มีความเครียดสูง ต้องเผชิญกับมลพิษรอบตัว ไม่มีเวลารับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ก็ล้วนทำให้ร่างกายมีคอลลาเจนไม่เพียงพอกับความต้องการได้ทั้งสิ้น

ดังนั้น การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อทดแทนในส่วนที่ขาดจึงได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีขั้นตอนการย่อยน้อยกว่าเนื้อสัตว์ ยิ่งมีโฆษณาชวนเชื่อว่าสามารถทำให้ผิวขาวขึ้น ทำให้วัยรุ่นซื้อมาบริโภคกันมากมาย อย่างไรก็ดี เมื่อทราบแล้วว่าคอลลาเจน ช่วยอะไรเราได้บ้าง อย่าลืมใส่ใจสุขภาพแล้วหันมารับประทานกันให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานโปรตีนธรรมชาติหรือแบบเสริมอาหาร ก็ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม จะได้ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายจนทำให้สุขภาพของเราทรุดโทรมลง

การศัลยกรรมเสริมความงาม

การศัลยกรรมเสริมความงาม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอวัยวะต่างของร่างกายเพื่อให้สมบูรณ์ แข็งแรง และให้ดูดีขึ้นด้วยกระบวนการผ่าตัด การปลูกถ่าย และการฉีดสาร บริเวณอวัยวะต่างๆ เช่น การผ่าตัดเสริมจมูก การปลูกถ่ายเส้นผม การฉีดสารเพื่อให้ผิวหน้ากระชับ เป็นต้น

การศัลยกรรมเสริมความงามประเภทต่างๆ ที่ได้รับความนิยม ได้แก่

การทำตาสองชั้น (Double eyelids) เป็นการทำศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มผู้มีตาชั้นเดียวหรือมีชั้นตาน้อย ไม่มีรอยพับบนชั้นตาตั่งแต่กำเนิด เป็นการผ่าตัดเพื่อมีขนาดชั้นตามากขึ้น และมีรอยพับของชั้นตา อ่านเพิ่มเติม

การเสริมจมูก และลดจมูก (Rhinoplasty) เป็นการผ่าตัดศัลยกรรมจมูกสำหรับผู้ที่มีกะโหลกศรีษะ และรูปร่างใบหน้ากว้าง สันจมูกไม่สูงหรือปลายจมูกน้อย เป็นการผ่าตัดโดยการเสริมให้สันจมูกหนา และสูงขึ้น รวมถึงปลายจมูกให้โด่งขึ้นด้วยการฝังซิลิโคนเข้าเสริม อ่านเพิ่มเติม

การผ่าตัดกราม เป็นการผ่าตัดสำหรับผู้ที่มีกรามบนใบหน้าใหญ่ เป็นเหลี่ยมไม่เรียวงามด้วยการผ่าตัดกระดูกกรามออกบางส่วนเพื่อให้ใบหน้ามีรูปทรงเรียวยาว


การเสริมหน้าอก (Breast augmentation) เป็นการผ่าตัดเพื่อเสริมขนาดของหน้าอกให้ใหญ่ขึ้นด้วยการสอดใส่ถุงซิลิโคนหรือถุงน้ำเกลือเข้าที่ใต้กล้ามเนื้อผิวหนังบริเวณเต้านมตามขนาดของถุงเพื่อเสริมเต้านมให้ใหญ่ขึ้นตามต้องงการ

การฉีดโบท็อกซ์ (Botox injection) เป็นการเสริมความงามด้วยการฉีดสาร Botulinum toxin หรือ botox ซึ่งผลิตมาจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อ Clostridium Botulinum สารนี้เป็นสารพิษที่มีผลต่อระบบประสาททำให้กล้ามเนื้อมีอาการอัมพาตจึงมีความเป็นอันตรายมาก แพทย์นำมาใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อใบหน้า ปัจจุบันจึงมีการนำมาใช้ทางด้านการเสริมความงามเพื่อช่วยทำให้หน้าเต่งตึง ใบหน้ากระชับ ลดรอยเหี่ยวย่น รอยบุบ รอยตีนกาบนใบหน้า ทั้งนี้ ต้องทำด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

การฉีดคอลลาเจน (Collagen injection) เป็นการเสริมความงามด้วยการฉีดสารคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่มีองค์ประกอบของเนื้อเยื่อในร่างกาย และผิวหนัง ที่ได้จากการสกัดมาจากหนังหรือเนื้อเยื่อของวัว ใช้ฉีดเพื่อเสริมหรือทดแทนกล้ามเนื้อหรือใบหน้าที่มีรอยยุบ บุบหรือเสริมส่วนที่ต้องการให้นูนขึ้น เช่น ฉีดเพื่อให้ริมฝีปากแต่งตึง เป็นต้น

การฉีดไขมัน (Fat injection) เป็นการฉีดเซลล์ไขมันที่ได้จากเนื้อเยื่อของร่างกายตนเอง เพื่อเติมเต็ม และเสริมส่วนต่างๆของร่างกายให้ดูดี เมื่อปลูกเซลล์ใหม่ติดแล้ว เซลล์บริเวณนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ใกล้เคียงกับเซลล์เดิมตามธรรมชาติ

การดูดหรือการผ่าตัดไขมัน (Liposuction) เป็นวิธีการเสริมความงามด้วยการดูดไขมันหรือการผ่าตัดไขมันออกจากบริเวณที่มีการสะสมของไขมันมากเกินไปจนทำให้ดูไม่สวยงาม เช่น บริเวณต้นขา บริเวณหน้าท้อง ซึ่งจะทำให้บริเวณดังกล่าวดูเล็กลง

การศัลยกรรม และการเสริมความงามในด้านอื่นๆ ได้แก่
– การผ่าตัดหนังตาตก หนังตาหย่อน
– การผ่าตัดถุงใต้ตา
– การผ่าตัดลดหรือเสริมคาง (Chin augmentation หรือ mentoplasty)
– การผ่าตัดเพิ่มโหนกแก้ม
– การผ่าตัดกระชับหน้าอก (Breast tightening หรือ mastopexy)
– การผ่าตัดลดขนาดหน้าอก (Breast reduction หรือ mammaplasty)
– การผ่าตัดดึงตา (Eyelid tightening หรือ blepharoplasty)
– การผ่าตัดหู (Ear pinback หรือ otoplasty)
– การผ่าตัดยกกระชับหน้าผาก (Forehead lift)
– การผ่าตัดยกกระชับใบหน้า (Face lift หรือ rhytidectomy)
– การปลูกผม (Hair transplantation)
– การปลูกเครา
– การผ่าตัดรักษาแผลเป็นหรือรอยตำหนิต่างๆ (Scar revision หรือ removal of common)
– การผ่าตัดยกกระชับต้นแขน (Arm lift หรือ brachioplast)
– การผ่าตัดไฟ ปาน

ราชทัณฑ์เตรียมเชิญจิตแพทย์คุย ‘หมูหยอง’ เหตุเครียดจัด แต่ต้องคุ้มกันใกล้ชิด


นายหมูหยอง มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เข้าขั้นเครียดจัด ราชทัณฑ์เตรียมเชิญจิตแพทย์รักษา แต่ต้องอยู่ในสายตาผู้คุมอย่างใกล้ชิด เหตุแม้อายุน้อยแต่เป็นนักฆ่า ก่อคดีมาอย่างโชกโชน

หลังจากเมื่อวาน (6 พ.ค. 60) แฟนเพจเฟซบุ๊กชื่อ “อีจัน” ได้เผยความคืบหน้าเกี่ยวกับ “หมูหยอง” ฆาตกรโหดวัย 17 ปี ที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญฆ่าฝังดิน “น้องรัน” วัย 25 ปี หรือที่ชาวโซเชียลต่างเรียกว่า “หนุ่มหล่อชัยภูมิ” กระทั่งถูกตำรวจจับกุม และถูกคุมตัวอยู่ที่สถานพินิจ จ.นครราชสีมา กระทั่งถูกย้ายตัวมาคุมขังอยู่ที่เรือนจำ จ.ชัยภูมิ ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค. เนื่องจากมีพฤติกรรมก้าวร้าว คุกคามจนเจ้าหน้าที่สถานพินิจควบคุมไม่อยู่นั้น

ล่าสุด วันนี้ (7 พ.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงายว่า นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เปิดเผยกับแหล่งข่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะให้กองแพทย์ติดต่อกับนักจิตวิทยา ร.พ.ชัยภูมิ เข้าไปตรวจวิเคราะห์สุขภาพ เบื้องต้นอาจต้องให้ยาด้วยหรือไม่ ก็ขอให้เป็นการพิจารณาจากแพทย์ โดยระหว่างที่จิตแพทย์เข้าไปรักษา “หมูหยอง” ต้องอยู่ในสายตาผู้คุมอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ต้องหาแม้จะเป็นเยาวชน แต่เป็นนักฆ่า แถมอายุน้อย ก่อคดีมาอย่างโชกโชน

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่น เด็กหนีจากสถานพินิจฯ เมื่อถูกจับได้ก็จะนำตัวไปฝากขังในเรือนจำฯ ก่อน ส่วนจะนำตัวกลับไปเมื่อใดขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานพินิจฯ จะเป็นผู้พิจารณา เบื้องต้นได้รับรายงานว่าเรียบร้อยดี นำไปขังรวมในแดนเล็ก ซึ่งมีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะนี้ยังถือเป็นผู้ต้องขังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

ทั้งนี้ “หมูหยอง” ยังถือเป็นผู้อยู่ในความรับผิดชอบของสถานพินิจฯ เพราะศาลเป็นคนออกคำสั่งให้สถานพินิจเป็นผู้ควบคุม แต่ในเมื่อไม่สามารถควบคุมได้ก็ขอให้ศาลนำมาฝากไว้ กรมราชทัณฑ์จึงอยู่ในฐานะรับฝาก

สลด เด็กหญิงวัย 12 ถูกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ข่มขืน ทั้งที่มีศักดิ์เป็นหลาน

4

แม่สุดทนจูงลูกสาววัย 12 และ 3 ขวบ แจ้งความถูกลุงเขย ซึ่งเป็นข้าราชการระดับ ผอ. ข่มขืนในบ้านพักข้าราชการหลายครั้ง แถมยังถูกขู่ฆ่า

ที่ สภ.แม่ปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ผู้ปกครองพาบุตรสาววัย 12 ปี และ 3 ขวบ เข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ว่าถูกลุงเขยซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ระดับผู้อำนวยการของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ข่มขืนทำอนาจารหลายครั้งระหว่างที่ไปพักอาศัยที่บ้านพักในหน่วยงานราชการ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

เบื้องต้นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้เรียก ร.ต.ท.หญิงกมลณัฐ บุบผศิริ พนักงานสอบสวนสิทธิเด็กและสตรี มารับเรื่องราวร้องทุกข์และสอบปากคำแม่รวมทั้งลูกสาวทั้งสองคน จากการสอบสวนแม่ของเด็ก ให้การว่า เมื่อ 4 เดือนก่อน พี่สาวและข้าราชการรายนี้ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงเขย ได้มาขอรับลูกสาวทั้งสองไปเลี้ยงดู อ้างว่าจะติวเข้มเรื่องการเรียนและจะฝากให้เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐชื่อดังให้ ด้วยความต้องการให้ลูกสาวมีอนาคตที่ดีตนจึงยินยอม
ส่งลูกสาวไปอยู่ด้วย

แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาลูกสาวคนโตมาบ่นให้ฟังว่า ประจำเดือนขาดมาหลายเดือนแล้ว และ ตนก็สังเกตเห็นลูกมีอาการผิดปกติ จากเด็กร่าเริงกลายเป็นไม่พูดไม่จาจึงพยายามคาดคั้น จนลูกสาวยอมบอกว่าถูกลุงเขยทำอนาจารหลายครั้ง และ ยังพูดจาข่มขู่ไม่ให้นำเรื่องไปบอกใคร หากใครรู้ก็จะฆ่าให้ตาย เมื่อทราบเรื่องจึงสอบถามลูกสาวคนเล็กอีกคน เพราะเคยส่งไปอยู่กับพี่สาวบ่อยครั้งเช่นกัน ก็ถึงกับอึ้งเพราะลูกสาวคนเล็กเล่าให้ฟังว่าเวลาไม่มีคนอยู่บ้าน ลุงชอบพาไปอาบน้ำ ตนจึงนำเรื่องดังกล่าวเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับข้าราชการระดับสูงรายนี้

หลังรับแจ้งตำรวจเตรียมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำตัวเด็กไปตรวจร่างกายและสอบสวนข้อเท็จจริง ขณะที่ พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ระบุว่า เมื่อรวบรวมพยายานหลักฐานครบถ้วน จะออกหมายเรียกข้าราชการรายนี้มาสอบปากคำและดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป