วิกกี้ สุนิสา ชีวิตแฮปปี้ คุณแม่ท้องอ่อน สวยออร่ามาก

     ต้องขอแสดงความยินดีกับครอบครัวด้วยอีกครั้ง “หิรัญยัษฐิติ” เพราะล่าสุดคุณแม่คนใหม่ของวงการ “วิกกี้ สุนิสา” ได้ออกมาอัพเดทข่าวดีให้เราฟังในงานแถลงข่าว “ฉลอง 5 ปี ทรูซีเล็คท์” ว่า ตอนนี้เจ้าตัวตั้งครรภ์ลูกคนแรกได้เกือบจะครบ 3 เดือน แล้ว ซึ่งคุณสามีอย่างนักแสดงหนุ่ม “ชาย ชาตโยดม” ก็ค่อนข้างที่แสดงออกชัดเจนเลยว่าเห่อลูกคนนี้แบบสุดๆ เพราะนอกจากจะขยันเอาอกเอาใจแล้ว ก็ยังชอบพูดกับลูกในท้องตลอดเวลาอีกด้วย

%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b2-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%9b%e0%b8%9b%e0%b8%b5

     ส่วนทางด้านการดูแลสุขภาพของตนเอง สาววิกกี้ก็เผยว่าช่วงนี้อาจจะต้องพักการออกกำลังกายไปก่อน และเน้นทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อลูกเป็นหลัก ขณะที่งานละครยังคงเดินหน้าทำอยู่ แต่คาดว่าน่าจะถ่ายเสร็จทันกำหนดการที่วางไว้อย่างแน่นอน…

     ตอนนี้อายุภรรค์กี่เดือนแล้วว่า ?
     “กำลังจะ 3 เดือนค่ะ (ยิ้ม) ตอนนี้ก็รู้สึกว่าเวียนหัวนิดๆ (หัวเราะ) เรื่องแพ้ท้องถามว่ามีไหม ก็มีนะคะแต่ว่าช่วงแรกๆ ไม่ได้เยอะมาก จนกระทั่งช่วงหลังนี่แหละที่ค่อนข้างหนัก กี้ก็เลยต้องขอยาจากคุณหมอมาช่วย รวมถึงอ่านพวกวิธีการรับประทานผลไม้เพื่อช่วยเรื่องอาการคลื่นไส้ ท้องอืด ท้องผูก เพราะว่าตอนนี้เป็นครบทุกอย่างเลยค่ะ”

     มีอาหารอะไรบ้างไหมที่เรารู้สึกว่าอยากกินเป็นพิเศษ ?
     “ช่วงนี้อยากกินสตรอว์เบอร์รี่ค่ะ แต่ว่าไม่ชอบที่หวานมากนะ อยากได้แบบที่เปรี้ยวนิดๆ เรียกว่าติดมาก”

     ความรู้สึกของคุณสามีล่ะตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ?
     “แฮปปี้ (หัวเราะ) ถ้าเห็นหน้าสามีก็คงนึกหน้าออกนะคะ พี่ชายเขาแฮปปี้มาก เขาดูแลดีมากๆ คือเขาค่อนข้างที่จะหวงและก็เป็นห่วง เนื่องจากนิสัยปกติของกี้ กี้จะเป็นคนที่ซุ่มซ่ามและทำอะไรเร็ว ช่วงนี้เขาก็เลยจะพยายามบอกกี้ให้ช้าลงนิดหนึ่งและพักผ่อนเยอะๆ”

     ได้ยินว่าเห่อมากถึงขนาดต้องคุยกับลูกทุกวัน ?
     “ไม่รู้ลูกจะได้ยินหรือเปล่า แต่ตอนนี้รู้สึกว่าน่าจะเริ่มมีหูแล้ว (หัวเราะ) คือพอเขารู้ว่ากี้ท้อง เขาก็เริ่มคุยแล้วนะ กี้ก็บอกเขาตลอดว่าลูกคงยังไงไม่ได้ยินมั้ง แต่ก็หยุดไม่ได้เขาห่วงของเขา (ยิ้ม)”

     เราต้องปรับตัวยังไงบ้างสำหรับตอนนี้ ?
     “ก็เริ่มทานอะไรที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นค่ะ เพราะก่อนหน้านี้กี้จะเป็นคนที่อาจจะทานอะไรตามใจปากและค่อยออกกำลังกาย แต่ในเมื่อตอนนี้เราต้องหยุดออกกำลังกายไปก่อน เราก็เลยต้องเลือกทานอาหารที่เราไม่ค่อยได้ทาน ถามว่ามีงอแงบ้างไหม ก็มีบ้างแต่ว่ามันก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวไป”

     การที่เราแพ้ท้องแบบนี้ส่งผลกระทบถึงงานมากไหม ?
     “เรื่องงานตอนนี้ยังไม่กระทบค่ะ แต่ที่กองก็ดูแลดีนะ คือพอเขาทราบว่าเราท้องเขาก็จะคอยดูไม่ให้ใส่ส้นสูงนาน หรือถ้ารอระหว่างฉากเขาก็จะหาที่ให้นั่ง”

      ตอนนี้มีละครที่รับไว้กี่เรื่อง ?
     “มีแค่เรื่องเดียวค่ะ แต่ว่าเพิ่งจะเริ่มถ่ายได้ไม่นานนี้เอง ก็หวังนะคะว่าน่าจะได้ถ่ายพาร์ทของกี้ก่อน ซึ่งทีมงานก็พยายามเร่งให้อยู่ เกรงใจเหมือนกันค่ะ แต่คือเราท้องแล้ว”

     นอกจากพี่ชายจะเห่อลูกแล้ว เขาดูแลเราพิเศษยังไงบ้าง ?
     “เขาดูแลทุกอย่างเลยค่ะ ตอนนี้กี้นั่งเฉยๆ (หัวเราะ) คือจริงๆ ยังทำได้นะ แต่ว่าเขาอยากช่วย ซึ่งเขาก็จะคอยหยิบน้ำหยิบอะไรให้ตลอด คือกี้คิดไว้นะคะว่าถ้าหากเลยช่วงนี้ไปแล้ว กี้ก็น่าจะกลับมาออกกำลังกายเบาๆ ได้      เพราะกี้ไม่อยากให้เกณฑ์น้ำหนักเยอะค่ะ”

      สำหรับเรื่องเพศของลูกล่ะ เราอยากทราบเลยไหม ?
      “อยากทราบเลยค่ะ อยากรู้เลย พี่ชายเขาก็อยากรู้เลยรอไม่ไหวแล้ว ถามว่าเราอยากได้ลูกชายหรือลูกสาว เอาจริงๆ ยังไงก็ได้นะ ขอแค่เขาแข็งแรงก็พอ”

      ส่วนตัวเราเองล่ะเราคิดว่าน้องจะเป็นลูกชายหรือลูกสาว ?
     “เอ่อ…เท่าที่กี้คุยกับคุณแม่นะคะ คุณแม่เขาก็บอกว่าหน้ากี้เปลี่ยน ผิวกี้เปลี่ยน เขาก็เลยรู้สึกว่าจะเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า”

      ในส่วนของอารมณ์เราล่ะ มีไหมที่แบบเปลี่ยนแปลง ?
      “นิดหน่อยค่ะ คือร้องไห้ง่ายไม่รู้ว่าเป็นอะไร ดูหนังก็ร้องไห้ อยู่บ้านเหงาโทรหาพี่ชายก็ร้องไห้ ไม่รู้ร้องทำไมเหมือนกัน (หัวเราะ) ปกติกี้ไม่ร้องเลยนะ พี่ชายเขายังเคยบ่นเลยว่ากี้ไม่ค่อยติดเขา แต่ว่าช่วงนี้พอเริ่มติดเขาก็ชอบ”

     อย่างคุณพ่อหลายคนเขาก็จะแพ้ท้องแทน พี่ชายมีบ้างไหม ?
     “ไม่มีค่ะ มันต้องทำยังไงคะอยากจะถามเคล็ดลับ (หัวเราะ)”

     เรื่องงานล่ะเรายังรับปกติเหมือนเดิมไหม ?
     “ถ้ามีติดต่อมาก็รับนะคะ แต่กี้ก็อาจจะต้องแจ้งเขาไว้ด้วยว่ากี้อาจจะติดต่อกลับช้านิดหนึ่ง เพราะบางทีกี้ก็ต้องดูด้วยว่าช่วงนั้นๆ กี้สุขภาพเป็นยังไง แต่ทางพี่ชายเขาไม่อยากให้ไปไหนเลย (ยิ้ม)”

     กำหนดคลอดของน้องตอนนี้คือ ?
     “ประมาณเดือนเมษายนปีหน้าค่ะ และก็ตั้งใจว่าน่าจะผ่าคลอดด้วย กลัว (หัวเราะ)”

ม.2 หัวใจแกร่ง ชีวิตบ้านแตก หาเงินส่งเสียตัวเองเรียน

      เด็กชายวัย 14 ปี ต้องหาเลี้ยงตัวเองด้วยลำแข้ง หลังกลายเป็นเด็กบ้านแตก พ่อแม่แยกทาง พ่อมักจะหายตัวไป อาศัยอยู่กระท่อมพังๆ กลางทุ่งนา ครูตามไปเห็นน้ำตาแทบไหล ชีวิตแสนลำบาก

%e0%b8%a1-2-%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81

     (18 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีข้อความจากเฟซบุ๊กคุณ นิติศักดิ์ สิงห์มณี ได้โพสต์ข้อความว่า “วอนผู้ใจบุญ เด็กคนนี้ชื่อ เด็กชายสรชัย สามารถ อายุ 14 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 ซึ่งครูนิติศักดิ์ สิงห์มณี และคณะครูอีก 2 ท่านคือ ครูวาสนา กองอุนนท์ ครูอังคณา สังคมณี เป็นครูที่ปรึกษา สถานภาพทางครอบครัว ผู้ปกครองหย่าร้างกัน สภาพบ้านดังปรากฏดังภาพ น้ำ-ไฟไม่มี

     ครูได้นำนักเรียนคนดังกล่าวมาพักอาศัยอยู่กับครูที่โรงเรียน บอกบุญไปยัง ลูกศิษย์ลูกหา พี่ น้อง พ้องเพื่อน หรือผู้ที่ใจบุญ ครูอยากเห็นคุณภาพชีวิตของเด็กคนนี้ดีขึ้น อยากเห็นเขามีการศึกษาและพอมีอนาคต มีแสงสว่างนำทาง มีความหวังบ้าง ใครพอรู้จักนักข่าวหรือสถานีโทรทัศน์ ช่วยกันแชร์ต่อๆให้ครูหน่อย ถือว่าเอาบูญ นี่คืออีกหนึ่งชีวิตที่ครูต้องดูแล”

     ผู้สื่อข่าวจึงได้ติดต่อไปยัง นายนิติศักดิ์ สิงห์มณี หรือ ครูป้อม ครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนหนองกราดวัฒนา อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ที่ต้องการให้ช่วยนำเสนอเรื่องราวความเดือดร้อนของ ด.ช.สรชัย สามารถ หรือ น้องเก่ง อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 ซึ่งเป็นเด็กกำพร้า อาศัยในกระท่อมผุพังหลังเล็กๆ อยู่กลางไร่มันสำปะหลัง ไม่มีทั้งน้ำประปาและไฟฟ้าใช้ แม่จะยากจนมาก แต่รักการเรียน ต้องรับจ้างทำงานวันละ 100 บาท เพื่อนำเงินมาส่งตัวเองเรียนและเลี้ยงชีพไปวันๆ

     ในเวลาต่อมา ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปที่กระท่อมหลังดังกล่าว พบว่าเป็นกระท่อมคล้ายเพิงหมาแหงนที่สร้างด้วยอิฐบล็อก สี่เหลี่ยมหลังเล็กๆมุงหลังคาด้วยสังกะสี สภาพใกล้พังเต็มที มีเพียงห้องนอนกับห้องน้ำติดกัน และกั้นสังกะสีติดผนังหลังบ้าน ใช้เป็นที่หุงหาอาหารด้วยไฟฟืน

     ทั้งนี้ ครูป้อม ซึ่งเป็นครูที่ปรึกษาชั้น ม.2 เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า น้องเก่งเป็นลูกชายคนที่สองของนายจรูญ ซึ่งแยกทางกับภรรยา เมื่อมาหลายปีก่อน โดยพี่ชายของน้องเก่งไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัด ส่วนน้องเก่งอาศัยอยู่กับพ่อที่กระท่อมหลังดังกล่าว ห่างจากโรงเรียนประมาณ 7 กิโลเมตร

     ซึ่งนายจรูญบิดาของน้องเก่ง ประกอบอาชีพไม่เป็นหลักแหล่ง มักจะหายไปจากหมู่บ้านคราวละหลายๆ วัน เนื่องจากบ่นว่ากลุ้มใจเพราะถูกหลานโกงที่ดินและขับไล่ให้ออกจากกระท่อมและที่ดินดังกล่าว ปล่อยให้น้องเก่งต้องอยู่กินเองโดยลำพัง บางครั้งต้องขาดเรียนบ่อยๆ เพื่อไปรับจ้างหาเงินมาเป็นครั้งคราว หาเงินมาเป็นค่ารถไปโรงเรียน

     ครูป้อม ยังเล่าต่อไปว่า ตนสังเกตว่าน้องเก่งขาดเรียนบ่อยครั้ง จึงตามน้องเก่งไปที่บ้านซึ่งอยู่กลางไร่มันสำปะหลัง ก่อนจะทราบถึงปัญหาและสภาพการเป็นอยู่ของน้องเก่ง จึงได้ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น โดยนำ น้องเก่ง ไปอาศัยที่กระท่อมไม้ไผ่ แบบน็อคดาวน์ภายในโรงเรียน สภาพใกล้พังเช่นเดียวกัน เพื่อให้น้องเก่งได้เข้าเรียนทุกวัน

     รวมทั้งให้กองทุนอาหารกลางวันของโรงเรียนประทังชีวิต โดยมี ครูวาสนา กองอุนนท์ ครูอังคณา สังฆมณี และ คุณครูแสงจันทร์ มูลขุนทด ครูที่โรงเรียนช่วยกันดูแลน้องเก่ง รวมทั้งฝากให้เป็นพนักงานเสิร์ฟร้านจ่าชาติเนื้อย่างเกาหลี ใกล้ๆ กับโรงเรียน หารายได้หลังเลิกเรียน วันละ 100 บาท ถ้าเป็นวันหยุดจะได้รับค่าจ้างวันละ 150 บาท

     ตนอยากวิงวอนผู้ใจบุญให้ความช่วยเหลือ น้องเก่ง ให้มีบ้านพักอาศัย มีทุนการศึกษา โดยคณะครูได้เปิดบัญชีธนาคารให้น้องเก่ง พร้อมทั้งนำเรื่องราวของน้องเก่งไปโพสต์ลงเฟซบุ๊กของตน และมีคนใจบุญให้ความช่วยเหลือมาแล้วหมื่นกว่าบาทแล้ว

     ขณะที่ ร้อยตรี ลำดวน อ่ำกลาง นายทหารกองร้อยรักษาความสงบอำเภอด่านขุนทด เป็นตัวแทน พ.ท.ธวัชชัย กาจหาญ ผบ.กองพันพัฒนาที่ 2 กองทัพภาคที่ 2 นำเงินจำนวน 5,000 บาท ไปมอบให้น้องเก่ง เนื่องจากทราบข่าวทางเฟซบุ๊กของครูป้อม

     เช่นเดียวกับนายธวัฒน์ ศิริปริญญานันท์ สจ.นครราชสีมา อ.ด่านขุนทด เขต 2 มอบเงินให้น้องเก่งด้วย 1,000 บาท ทางด้านนายชิต ประกอบผล นายก อบต.หนองกราด ซึ่งได้ไปพบกับน้องเก่งวันเดียวกัน เปิดเผยว่าตนเพิ่งทราบเรื่องดังกล่าว จึงได้ปรึกษากับนายธวัฒน์ สจ.นครราชสีมา เพื่อเตรียมจัดโครงการสร้างบ้านตามโครงการเทิดไท้องค์ราชัน แต่ติดปัญหาเรื่องที่ดินที่จะปลูกบ้าน เพราะน้องเก่งและบิดาไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ต้องปรึกษาหลายๆ ฝ่ายในการให้ความช่วยเหลือที่คงทนถาวรต่อไป

     ทั้งนี้ผู้ใจบุญสามารถช่วยเหลือน้องเก่งได้ โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารออมสิน สาขาด่านขุนทด ประเภทเงินฝากเผื่อเรียก ชื่อบัญชี กองทุนเพื่อการศึกษา เด็กชายสรชัย สามารถ เลขที่บัญชี 020180123430 หรือโทรศัพท์สอบถามกับ ครูป้อม ที่เบอร์โทร 081-9551245

หนุ่มเมาพังห้อง นศ.สาว ที่แท้เป็นเด็กปี 1 แม่เจรจาชดใช้ให้ทั้งหมด

     นักศึกษาสาว ม.ดัง เจรจายอมความ หลังชายคลั่งพังห้องเละ แม่โผล่มาตกลง ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ พบผู้ก่อเหตุเป็นนักศึกษาปี 1

%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%99%e0%b8%a8-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%97

     (12 ก.ย.) จากกรณีที่ผู้เสียหายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่านรังสิต ได้โพสต์เรื่องราวเตือนภัยผ่านทางเฟซบุ๊ก เนื่องจากมีคนร้ายลักษณะเมายา ก่อเหตุบุกห้องที่หอพัก ทุบประตูพังเสียหาย ก่อนจะพยายามข่มขู่ต่างๆ นานา รวมทั้งขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่เหยื่อสาวได้อาศัยจังหวะเผลอวิ่งหลบหนีมาได้

     ล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ร.ต.อ.ชัยยันต์ คุณรักษ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ได้เรียก น.ส.ไนซ์ (นามสมมติ) นักศึกษาสาวที่ตกเป็นเหยื่อครั้งนี้มาสอบปากคำเพิ่มเติม และในเวลาต่อมาปรากฏว่า พ่อแม่ผู้ปกครองของชายผู้ก่อเหตุได้แสดงตัวและขอเจรจาและชดใช้ค่าเสียหายให้ทั้งหมด

     น.ส.ไนซ์ เปิดเผยว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าเมื่อวานนี้ (11 ก.ย.) ระหว่างที่ตนกับแฟนหนุ่มพักผ่อนอยู่ที่ห้องพัก ปรากฏว่าได้ยินเสียงคนร้องโวยวาย เคาะประตูเสียงดัง เมื่อไปส่องดูก็พบชายชุดสีดำ สวมหมวกดำ มากับหญิงสวมชุดสีฟ้า มาทุบประตูหน้าห้องอยู่

     ต่อมาชายคนดังกล่าวได้ถีบพังประตูห้อง พร้อมกับถุยน้ำลายใส่ ก่อนจะหายไปสักพัก เพื่อลงไปส่งผู้หญิงที่มาด้วยกลับไปก่อน ตนจึงให้แฟนหนุ่มลงไปตามคนให้มาช่วย ทำให้ตนอยู่เพียงลำพัง ต่อมาชายคนเดิมก็กลับมาอีกครั้ง ตะโกนเรียกให้ตนออกมา ก่อนจะหยิบท่อนเหล็กมาพังประตู จนทะลุเป็นรู แล้วเปิดเข้ามาให้ห้องของตน

     ตนรู้สึกตกใจมาก จึงได้ถามไปว่าต้องการอะไร ชายคนดังกล่าวบอกว่า “กูแค่โรคจิตคนหนึ่ง กูขอโทษ ขอมีอะไรด้วยได้ไหม” ด้วยความกลัวตนจึงคว้ามีดทำครัวขึ้นมาป้องกันตัวเอง แล้วไล่ชายคนนั้นออกไป แต่กลับนำเอาน้ำส้มสายชูและน้ำปลามาเทราดใส่ตน ตนอาศัยจังหวะทีเผลอ จึงรีบวิ่งหนีลงบันไดหนีไปไป

     ขณะที่แฟนหนุ่มอยู่กับแม่บ้าน พยายามเรียกขอความช่วยเหลือ แต่กลับไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือเลยสักคน ตนจึงโทรแจ้ง 191 จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาควบคุมตัวชายคนดังกล่าวไปสถานีตำรวจ และตนได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันเอาไว้

     ร.ต.อ.ชัยยันต์ คุณรักษ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุ แม่ของชายผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเดียวกันนั้น ได้ขอเจราจรชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด จนอีกฝ่ายหนึ่งพึ่งพอใจ

     ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวที่เกิดขึ้นเป็นคดีที่ยอมความได้ จึงได้มีการถอนแจ้งความ สำหรับผู้ก่อเหตุยังรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เนื่องจากมีบาดแผลที่ศีรษะ

ลุงซาเล้ง รับส่งเด็กไปโรงเรียน ลวงขืนใจยับแรมปี พบเหยื่อหลายราย

     ตำรวจ-ทหารจับ ลุงซาเล้งหื่น ขืนใจเด็กนักเรียนหลายราย รับสารภาพหมดเปลือก ล่อลวงเข้าป่าหลังโรงเรียน สำเร็จความใคร่ให้เงิน 50 บาท-บอกใครจะฆ่าให้ตาย

%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%82

 

     เมื่อวานนี้ (30 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา และเจ้าหน้าที่ทหารพรานได้เข้าควบคุมตัว นายสมจิตร อายุ 59 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงในพื้นที่หลายราย หลังมีพยานหลักฐานและผู้ปกครองผู้เสียหายเข้าแจ้งความอย่างต่อเนื่อง

     กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก นางเอ๋ (นามสมมติ) แม่ของน้องโบ อายุ 8 ปี ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่า นายสมจิตร มีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศลูกสาว ระหว่างที่วานจ้างให้ขับรถซาเล้งไปส่งเด็กที่โรงเรียน นางเอ๋ เล่าว่า มาทราบเรื่องเพราะลูกสาวมีอาการซึม ไม่อยากไปโรงเรียน โดยเฉพาะเวลาต้องขึ้นรถซาเล้งของนายสมจิตร ลูกจะหลบหนีและไม่กล้าขึ้น

     เมื่อสอบถาม น้องโบ บอกว่าถูก นายสมจิตร ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศที่ป่าด้านหลังโรงเรียนหลายครั้งแล้ว หลังสำเร็วความใคร่ก็จะให้เงิน 50-100 บาท และสั่งห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใคร ไม่เช่นนั้นจะจับขึ้นรถพาไปฆ่าให้ตาย น้องโบ ยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมา นายสมจิตร เคยก่อเหตุลักษณะนี้กับเด็กนักเรียนหญิงคนอื่นๆ ด้วย

     นางเอ๋ จึงได้ไปสอบถาม น้องบี ลูกสาวคนโต จึงทราบว่า เคยถูก นายสมจิตร ล่วงละเมิดทางเพศเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังทราบอีกว่า น้องแก้ว ลูกสาวเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันก็เคยตกเป็นเหยื่อของ นายสมจิตร ก่อเหตุเช่นนี้มาราวๆ 4 ปีแล้ว ล่าสุดเป็นไข้หนักนอนซม

     ต่อมา นางเอ๋ จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับตำรวจ ก่อนจะนำเรื่องมาปรึกษากับผู้ใหญ่ในท้องถิ่นและประสานกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้าจับกุมตัว นายสมจิตร ได้ที่บ้านพัก และถูกนำตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ เบื้องต้น นายสมจิตร ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา จึงได้แจ้งข้อหากระทำชำเราและพรากผู้เยาว์ เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และรอผลตรวจร่างกายของเด็กคนอื่นๆ เพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป

     นอกจากนี้ ภายหลังจากกระแสข่าวการจับกุม นายสมจิตร เผยแพร่ออกไปในท้องที่ ยังมีผู้ปกครองเด็กหญิงอีกอย่างน้อย 3 คน เดินทางเข้าแจ้งความเพิ่มเติมที่ สภ.ท่าตะเกียบ เพราะบุตรหลานตกเป็นเหยื่อลักษณะเดียวกัน เนื่องจาก นายสมจิตร มักจะรับจ้างขี่ซาเล้งรับส่งเด็กๆ ไปโรงเรียน ได้ค่าจ้างเดือนละ 200 บาทต่อบ้าน

รวบหนุ่มเมากาวลวงเด็กป.3 หน้าโรงเรียน ชาวบ้านรุมจับได้ทันควัน

     (13 ก.ย.) เมื่อเวลา 08.00 น. ได้รับแจ้งเหตุมีชายขับขี่จักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟสีน้ำเงิน ทะเบียน 1กก 6770 สกลนคร ล่อลวงเด็กหญิงจากหน้าโรงเรียนหนองนาเลิศ บ.นาลาย ต.ม่วงลาย อ.เมือง จ.สกลนคร ทาง พ.ต.อ.ทรงพล บริบาลประสิทธิ์ ผกก.สภ.เมืองสกลนคร จึงสั่งการ ร้อยเวรพร้อมด้วยสายตรวจ 191 รุดไปยังที่เกิดเหตุ

%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%9b-3

     บริเวณที่เกิดเหตุ ห่างจากโรงเรียนประมาณ 3 กิโลเมตร ชาวบ้าน กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ได้ทำการควบคุมตัวชายผู้ก่อเหตุ ที่ลักพาตัวเด็กไปไว้ได้ ทราบชื่อ นายวีระศักดิ์ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 83 หมู่ 9 บ้านป่าแพง ต.ดงชน อ.เมือง จ.สกลนคร ส่วนเด็กหญิงยังอยู่ในอาการตกใจ ทราบชื่อ ด.ญ.บี (นามสมมุติ) อายุ 8 ปี นักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนหนองนาเลิศ จึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมนำญาติ, ผู้ปกครอง พร้อมกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน มาร่วมสอบสวนที่ สภ.เมืองสกลนคร

     โดยระหว่างเจ้าหน้าที่ทำการสอบสวนผู้ก่อเหตุมีอาการมึนเมาจากสารระเหย ได้ให้การวกวน ไม่รู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไป เด็กหญิงบี(นามสมมุติ) จึงได้เล่าเหตุการณ์ว่า ชายคนดังกล่าว มาจอดรถจักรยานยนต์หน้าโรงเรียน และได้ว่าจ้าง 20 บาท ให้พาไปซื้อน้ำมันรถ จึงไปด้วย แต่โชคดีเด็กชายเอ(นามสมมุติ)ที่ปั่นจักรยานมาโรงเรียนด้วยกัน เห็นเหตุการณ์ จึงรีบแจ้งผู้ใหญ่ที่อยู่บริเวณหน้าโรงเรียน ก่อนจะมีการออกติดตามตัวจนพบ ส่วนเด็กหญิงบี(นามสมมุติ) ไม่ได้รับอันตรายใดๆ พร้อมรีบแจ้งผู้ปกครองได้รับทราบถึงเหตุการณ์ เพื่อให้เดินทางมาดูแลบุตรหลานของตน

     เบื้องต้น จนท.ตำรวจ แจ้งข้อหากล่าวหาพรากผู้เยาว์ และ เสพสารระเหย และจะทำการสอบสวนว่า ทำเป็นขบวนการหรือหมายจะล่วงละเมิดทางเพศ อีกทั้งต้องทำการตรวจสอบร่างกาย ด.ญ.บี ว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศแล้วหรือไม่

     นายพนมไพร อายุ 35 ปี ผู้ปกครองเด็กหญิงบี (นามสมมุติ) เล่าว่า บุตรสาวตน ปกติจะเดินทางด้วยการปั่นจักรยานจากบ้านพักไปโรงเรียนกับเพื่อนชายอีกคนทุกวัน บางวันตนก็ไปส่งเอง แต่วันนี้ไม่ได้ไปเพราะรีบไปทำงาน พอทราบข่าวเรื่องที่เกิดขึ้นตกใจเป็นอย่างมาก ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์กับบุตรสาวตน จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ฮือฮา งานศพธีมคิตตี้ เด็กสาวสั่งเสียไว้ ไม่อยากให้แม่ทุกข์

     เมื่อวานนี้ (7 ก.พ.) ที่วัดพะเนียงแตก ต.มาบแค อ.เมือง จ.นครปฐม ได้จัดพิธีฌาปนกิจศพ น้องเนย อายุ 15 ปี นักเรียนโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย หลังป่วยเป็นโรคมะเร็งรักษาตัวนานกว่า 2 ปี โดยภายในงานถูกจัดตกแต่งด้วยสีชมพูและผลิตภัณฑ์จากคิตตี้ ซึ่งเป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของน้องเนย

ฮือฮา

     ตามรายงานระบุว่า บรรยากาศพิธีฌาปนกิจศพน้องเนย มีตุ๊กตาคิตตี้จำนวนมากถูกนำมาประดับตกแต่ง รวมทั้งโลงศพก็ยังเป็นลายคิตตี้ ส่วนญาติพี่น้องและเพื่อนสนิทที่โรงเรียนก็เดินทางมาร่วมงาน พร้อมกับแต่งกายเป็นชุดสีชมพู หรือ ชุดมาสคอต แทบจะไม่มีผู้ใดสวมชุดสีดำ

     จากการสอบถาม แม่ของน้องเนย เปิดเผยว่า น้องเนย เคยได้สั่งเสียเอาไว้ว่า ให้จัดพิธีฌาปนกิจศพเป็นธีมสีชมพูคิตตี้ ให้เพื่อนๆ แต่งตัวมาสคอตมาร่วมทำกิจกรรมร้องเพลงให้เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งกลุ่มเพื่อนสนิทที่โรงเรียนก็ยินดีและให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมเป็นอย่างดี

     แม่ของน้องเนย ยังเล่าว่า น้องเนยป่วยเป็นโรคมะเร็งกระดูกเชิงกราน รู้ตัวตอนเรียนชั้น ม.3 เมื่อประมาณปี 2556 หมอวินิจฉัยโรคว่าเป็นมะเร็งตรงกับวันเกิดของน้องพอดี ตอนนั้นได้ทำการฉายแสงบำบัด จนอาการฟื้นดีขึ้นตามลำดับ แต่ยังพบว่ามีเซลล์ดำจุดเล็กๆ ภายในร่างกายของน้องอยู่ และยังคงรักษาต่อเนื่องเรื่อยมา

     กระทั่งเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2557 อาการของน้องเนยเริ่มทรุดลงอีกครั้ง มีอาการปวดคออย่างรุนแรง เมื่อไปให้แพทย์ตรวจก็พบว่าเซลล์มะเร็งลุกลามไปถึงสมองแล้ว การรักษาอาจจะทำได้แค่ยื้อชีวิตของน้องเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ที่ผ่านมา น้องเนย รู้ตัวและทราบดีว่าตัวเองเป็นโรคอะไร และน้องเนยก็มีกำลังใจที่ดีมาโดยตลอด

     ก่อนที่จะเสียชีวิตนั้น น้องเนย ยังได้สั่งเสียเอาไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะอยากให้งานศพของตัวเองเป็นสีชมพู มีตุ๊กตาคิตตี้ ให้เต็มไปด้วยความรักและเป็นที่จดจำ อีกทั้งไม่อยากให้แม่ต้องเป็นทุกข์กับการสูญเสียครั้งนี้ พร้อมยังบอกให้แม่นำเอาเถ้ากระดูกของตัวเองเก็บไว้ในห้องนอน วางคู่กับของขวัญที่เพื่อนๆ เอามาให้ น้องเนย ยังขอให้แม่มีความสุขตลอดไป อย่าได้เป็นทุกข์เพราะลูกคนนี้เลย

ฟังอีกมุม สาวรัสเซียเลี้ยงลูกที่เขาสก ไม่ดราม่าอย่างที่คิด

     จากกรณีที่มีการแชร์เรื่องราวของ “ไลริซ่า” สาวรัสเซียที่เลี้ยงลูกอย่างยากลำบากที่อุทยานแห่งชาติเขาสก จ.สุราษฎร์ธานี หลังจากที่เธอตั้งท้องและมีลูกกับไกด์ชาวไทย กระทั่งต้องหย่าร้างกับสามีชาวเยอรมัน กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์

ฟังอีกมุม สาวรัสเซียเลี้ยงลูกที่เขาสก ไม่ดราม่าอย่างที่คิด

     ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปสอบถามข้อเท็จจริงจาก นายสมเชาว์ โกสน นายกสมาคมมัคคุเทศ์อาชีพ จ.สุราษฎร์ธานี ยืนยันว่า หญิงสาวรัสเซียที่ชื่อว่า “ไลริซ่า” มีตัวตนอยู่จริง พร้อมกับเปิดเผยว่า ไลริซ่า เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยเป็นประจำ ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา

     ครั้งแรกเมื่อปี 2554 เธอมาเที่ยวที่เขาสก เป็นเวลา 7 วัน แต่ไม่มั่นใจว่าเดินทางมาคนเดียวหรือไม่ ก่อนจะได้พบกับหนุ่มชาวไทย ทำงานเป็นพนักงานรับส่งแขกตามรีสอร์ทต่างๆ ไม่ได้ทำอาชีพเป็นไกด์ท่องเที่ยวอย่างที่เข้าใจกัน ทั้งคู่เกิดชอบพอกัน ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะกลับประเทศเยอรมัน

     ในปี 2555 และอีกเรื่อยมา สาวรัสเซียได้เดินทางกลับเมืองไทยอีก 2-3 ครั้ง พักอยู่กับหนุ่มไทยที่เขาสกที่รีสอร์ทของญาติฝ่ายชาย ซึ่งได้จัดการดูแลในฐานะแฟนสาวของลูกหลาน แต่ละครั้งนั้น ไลริซ่า จะพักอาศัยอยู่ประมาณ 2-3 เดือน กระทั่งต่อมาได้ตั้งท้องกับหนุ่มคนนี้ เมื่อวีซ่าหมดอายุ ไลริซ่า ก็เดินทางกลับประเทศ ก่อนจะคลอดลูกที่เยอรมัน

     เมื่อต้นปี 2558 สาวรัสเซียได้กลับมาพร้อมลูกน้อย หนุ่มไทยจึงได้พาไปจดทะเบียนรับรองบุตรเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับอาศัยอยู่กินบนที่ดินประมาณ 5-6 ไร่ สร้างกระท่อมเล็กๆ ใช้ชีวิตและเลี้ยงลูกอย่างสันโดษ ไม่ชอบให้ใครเลี้ยงลูกให้หรือสุงสิงกับผู้ใด

     นายกสมาคมมัคคุเทศ์อาชีพฯ ยังบอกอีกว่า ตอนนี้ ไลริซ่า ได้เดินทางกลับประเทศเยอรมันไปแล้ว แต่มีแผนจะกลับมาลงทุนทำธุรกิจที่เมืองไทยในช่วงปลายนี้ ที่ผ่านมาชาวบ้านที่เขาสก รู้จักกับ ไลริซ่า เป็นอย่างดี แต่รู้สึกแปลกใจที่มีเรื่องราวออกไปสู่โซเชียลฯ เช่นนั้น เพราะที่ผ่านมา ไลริซ่ากับหนุ่มชาวไทยก็อยู่ใช้ชีวิตคู่และรักใคร่กันดี

     ส่วนประเด็นสามีเก่าชาวเยอรมันของไลริซ่า ทางครอบครัวของหนุ่มชาวไทยและชาวบ้าน ไม่เคยทราบรายละเอียดมาก่อน หลายคนเห็นภาพแค่ ไลริซ่า มาอาศัยอยู่กินและหลงรักกับหนุ่มชาวไทยคนนี้ ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

เฉลยแล้ว ไฟลุกปริศนาพัทลุง คลิปแฉคนในบ้านแอบจุด

     วานนี้ (28 เม.ย.) มีรายงานว่า รายการ “ห้องข่าวช่อง8” ได้มีการเผยแพร่คลิปเฉลยความจริงเหตุการณ์เพลิงไหม้ปริศนานับร้อยครั้งในบ้านหลังหนึ่งที่จังหวัดพัทลุง แต่กลับหาสาเหตุไม่ได้ โดยเป็นภาพที่ได้จากการซ่อนกล้องแอบถ่ายของนักข่าว ซึ่งในคลิปนาทีที่ 5.45 เผยให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นคนลงมือแอบจุดไฟ ก่อนจะไปเรียกเด็กเล็กๆ มาชี้จุดไฟไหม้ เพื่อเรียกให้คนในบ้านมาช่วยดับ

เฉลยแล้ว ไฟลุกปริศนาพัทลุง คลิปแฉคนในบ้านแอบจุด

     รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์คลิปดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Jessada Denduangboripant” พร้อมกับระบุว่า “คลิปเฉลยปริศนาไฟไหม้เป็นร้อยครั้งที่พัทลุง … จากกล้องที่ซ่อนไว้ของนักข่าวช่อง 8 เห็นทำนองว่า มีผู้หญิงแอบจุดไฟที่กองผ้า ก่อนจะไปตามเด็กมาชี้ไฟ และคนทั้งบ้านมาช่วยกันดับ … หมดหน้าที่นักวิทยาศาสตร์แล้ว ต่อไปก็เรื่องของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจัดการต่อแล้วครับ (เข้าใจว่าผู้ว่าฯจะแถลงเอง) ส่วนคลิปแบบภาพชัดๆ ทางช่อง 8 จะเผยแพร่ให้ช่องอื่นต่อไป (จะเห็นชัดๆว่าซ่อนที่จุดไฟไว้ตรงไหนในตัว)”

สั่งให้ออก ร.ต.ท.หญิง-สามีทหารตระเวนเช่ารถเอาไปขาย

     จากกรณีที่ ร.ต.ท.หญิง วัลยา จันทร รองสารวัตรธุรการ สภ.โพธิ์ทอง จ.ร้อยเอ็ด และส.ท.พัฒนพงษ์ ฟองมนต์ ทหารสังกัดกองร้อยสนับสนุนการรบกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 จ.ยโสธร สองผัวเมีย ที่ใช้ตำแหน่งตำรวจ ทหาร ตระเวนหลอกเช่ารถยนต์จากบริษัทและเต็นท์รถทั่วภาคอีสานกว่า 12 คัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการหลบหนีตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

สั่งให้ออก ร.ต.ท.หญิง-สามีทหารตระเวนเช่ารถเอาไปขาย

     ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 27 ส.ค. พ.ต.ต.วิจักร สายเบาะ สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ล่าสุดได้ติดต่อให้ทาง นายวุฒิชัย ทองเถาว์ เจ้าของบริษัทให้เช่ารถยนต์ใน จ.อุบลราชธานี ผู้เสียหายให้มาพบเพื่อรับทราบข้อมูล จากนั้นจะได้แจ้งไปยังทางบริษัทที่รับซื้อรถเพื่อดำเนินคดี แต่ผู้เสียหายยังไม่เข้ามาพบกว่า 3 วันแล้ว และขณะนี้ทางตำรวจได้ประสานกันทุกฝ่ายในการร่วมกันสืบหาตัว 2 ผัวเมียมาดำเนินคดีต่อไป

     ด้าน พ.อ.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ ผบ.ร.16 ค่าย บดินทร์เดชา จ.ยโสธร กล่าวว่า ได้ทราบเรื่องของผู้ใต้บังคับบัญชาแล้ว เนื่องจากทหารมีเป็นแสน จะมีคนแบบนี้เข้ามาสักคนคงไม่แปลก ทั้งนี้ในส่วน ส.ท.พัฒนพงษ์ ไม่ได้มาทำงานเกิน 7 วัน จึงได้สั่งให้ออกจากราชการ ส่วนขั้นตอนตามกฏหมายปล่อยให้เป็นของตำรวจดำเนินการ ขณะที่ต้นสังกัดของ ร.ต.ท.หญิงวัลยา จันทร รองสารวัตรธุรการ สภ.โพธิ์ทอง จ.ร้อยเอ็ด ได้ให้ตั้งคณะกรรมสอบเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

     ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อนายวุฒิชัย ทองเถาว์ เจ้าของบริษัทใช้เช่ารถยนต์ ใน จ.อุบลราชธานีได้รับการชี้แจงว่า ขณะนี้ทางบริษัทที่รับซื้อรถจากสองผัวเมียตำรวจทหารนั้น ได้ติดต่อขอชดใช้ค่าเสียหายภายในวันนี้ (27 ส.ค.) หากบริษัทดังกล่าวยอมจ่ายค่าเสียหาย อาจจะปล่อยให้จบ ๆ กันไป ส่วนรถคันอื่น ๆ ทราบมาว่าได้ติดต่อของชดใช้คืนทั้งหมดเช่นกัน

รวบหนุ่มจีนใจโหด ย่องลักแมวชาวบ้านทรมานเชือกผูกคอ อ้างจับมารักษา

     ตร.สุทธิสาร ตามรวบ หนุ่มจีนวัย 34 ปี มือทารุณกรรมแมว ใช้เชือกไนล่อนรัดคอ ก่อนลากไปกับพื้น อ้างหาแมวบาดเจ็บมาทำการรักษา ขณะ จนท.ค้นกระเป๋าของกลาง พบรูปภาพพฤติกรรมโหดอีกเป็นจำนวนมาก

รวบหนุ่มจีนใจโหด ย่องลักแมวชาวบ้านทรมานเชือกผูกคอ อ้างจับมารักษา
     เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ 27 ส.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.สุทธิสาร ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายหนิง หลิว อายุ 34 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1646/2559 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2559 ข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน พร้อมของกลางกระเป๋าหนังสีดำ เชือกไนล่อนสีน้ำเงินทำเป็นบ่วง 1 เส้น สายสลิงทำเป็นบ่วง 1 เส้น และอาหารแมว 1 ถุง โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณกลางซอยอินทามระ 47 แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 04.00 น.ที่ผ่านมา

     จากการตรวจค้นบ้านเลขที่ 395/2 ซอยอินทามระ 47 ซึ่งเป็นบ้านพักของผู้ต้องหา พบแมวเพศเมีย สีดำ อายุประมาณ 6-7 เดือน ถูกล่ามคอด้วยสายสลิงไว้ในห้องน้ำ มีบาดแผลถลอกที่ขาซ้าย เจ้าหน้าที่จึงนำมาดูแลที่ สน.สุทธิสาร เป็นการชั่วคราว

     เบื้องต้น จากการสอบสวนผู้ต้องหาผ่านล่าม ให้การอ้างว่า ตนพักอาศัยในประเทศไทยมาแล้ว 1 ปี และเป็นคนรักแมว ซึ่งตนมักจะชอบเดินหาแมว ที่ได้รับบาดเจ็บละแวกใกล้เคียงกับที่พักอาศัยของตน ภายในซอยอินทามระ 47 มาทำการรักษา ส่วนภาพถ่ายและคลิปวิดีโอของแมวที่ได้รับบาดเจ็บในโทรศัพท์มือถือของตนทั้งหมดได้เสียชีวิตแล้ว และนำซากแมวที่เสียชีวิตโยนทิ้งหมดแล้ว

     ทั้งนี้ นางสุนันทา นำเจริญวุฒิ อายุ 56 ปี ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ ร.ต.ท.วัชรพล วชิรกุลฑล รอง สารวัตร (สอบสวน) สน.สุทธิสาร ว่าแมวที่เลี้ยงไว้ภายในบ้านพักภายในซอยอินทามระ 51 แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพฯ ได้หายไปอย่างปริศนา หลังได้ทราบข่าวจากเพื่อนบ้านว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ตามจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยตระเวนจับแมวได้แล้ว

     นางสุนันทา กล่าวว่า ตนเปิดร้านขายของชำ และพักอาศัยอยู่ภายในซอยอินทามระ 51 ซึ่งเลี้ยงแมวไว้ในบ้านทั้งหมด จำนวน 11 ตัว โดยก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ตนพบชายชาวต่างชาติ ผิวขาว ผมยาว สูงใหญ่ ใช้เชือกไนล่อนผูกคอแมว ซึ่งอยู่ในสภาพนอนหมดสติก่อนลากผ่านหน้าบ้านตน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นตนก็ไม่ได้เอะใจแต่อย่างใด เนื่องจากคิดว่าเป็นเจ้าของ จนกระทั่งเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันมาบอกว่า แมวพันธุ์ไทย สีขาวน้ำตาล ชื่อ “เจ้านิ่ม” อายุ 5 ปี ที่ตนเลี้ยงไว้ถูกชายลักษณะดังกล่าวได้จับยัดใส่กระเป๋าหนังสีดำหลบหนีไป ตนจึงขอดูภาพจากกล้องวงจรปิด จนแน่ชัดว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ตนเห็นลากแมว จึงตัดสินใจเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ให้ช่วยติดตามแมวกลับมา

     ขณะเดียวกัน ด้าน นายอิทธิพล หรือ เบียร์ ไตรสิกขา อายุ 22 ปี ผู้เสียหายอีกราย กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ตนได้เดินทางกลับมาถึงที่พักภายในทวีสุขแมนชั่น ซอยอินทามระ 51 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงและเขตดินแดง กทม. และมาพบแมวจรจัด สีดำ ซึ่งจำได้ว่าอาศัยอยู่ใต้แมนชั่นเป็นประจำ มีบาดแผลลักษณะคล้ายถูกของมีคมบาดเข้าที่บริเวณกลางหลัง และถูกกรีดที่ขาจนเป็นแผลฉกรรจ์ ตนจึงนำตัวส่ง รพ.สัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทำการรักษาอาการอย่างเร่งด่วน ก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งประสานเรื่องไปยัง WATCHDOG THAILAND ( W.D.T. ) ซึ่งเป็นองค์กรช่วยเหลือสัตว์ ให้ช่วยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

     นายอิทธิพล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนพยายามหาข้อมูลด้วยตัวเองเพื่อช่วยออกตามหาตัวคนร้าย จนกระทั่ง เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น.ที่ผ่านมา พบชายชาวต่างชาติ สูงประมาณ 170 เซนติเมตร มัดผม และใส่แว่น เดินถือกระเป๋าหนังสีดำ โดยมีท่าทางพิรุธ อยู่ภายในซอยอินทามระ 47 แขวงและเขตดินแดง กทม. จึงประสานให้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.สุทธิสาร ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมทั้งขอทำการเข้าตรวจค้นสิ่งของที่บรรจุอยู่ภายในกระเป๋า จนพบของกลางประกอบด้วยเชือกไนล่อนมัดเป็นบ่วง ลวดสลิง อาหารแมว และรูปภาพขณะทารุณกรรมอีกเป็นจำนวนมาก ทางเจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมที่ สน.สุทธิสาร

     จากการสอบถามชาวบ้าน ทราบว่าเคยพบเห็นว่ามีการนำแมวจำนวน 4 ตัว มาแขวนไว้ที่นอกระเบียงบ้านด้วย ต่อมา มี สพ.ญ.ภัทรนันท์ สัจจารมย์ สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์ บ้านสัตว์เลี้ยงรามอินทรา 109 แพทย์อาสาฯ WATCHDOG THAILAND (W.D.T.) พร้อม นายพีระบุญ เจริญวัย เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร WATCHDOG THAILAND (W.D.T.) เดินทางมารับตัวแมวที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเหลือออกมาได้ ก่อนนำไปรักษาต่อที่ โรงพยาบาลสัตว์ บ้านสัตว์เลี้ยงรามอินทรา 109 ต่อไป